COVID-19 จีนป่วย เศรษฐกิจโลกป่วน

COVID-19 จีนป่วย เศรษฐกิจโลกป่วน
COVID-19

นับเป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้ว ที่การระบาดของ ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 เกิดขึ้นในจีน และลุกลามขยายวงกว้างไปแล้วกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลก และคาดว่า อาจจะรุนแรงกว่าตอนการแพร่ระบาดของ โรคซาร์ส เมื่อปี 2546 ซึ่งตอนนั้น เศรษฐกิจของจีน คิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 4% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาถึง 17%

เศรษฐกิจจีนที่เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล จนก้าวมาเป็น มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับสองของโลก ยังมีบทบาทความสำคัญ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้น ที่เห็นได้ชัด คือ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวจีน คือ ลูกค้ารายใหญ่ ที่ขับเคลื่อนการเติบโต ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก ในหลายปีที่ผ่านมา

ไม่เพียงแต่ธุรกิจการท่องเที่ยว การบิน และ อุตสาหกรรมภาคบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบ แต่ยังทำให้ภาคธุรกิจ และภาคการผลิตต่างๆ ต้องหยุดชะงัก จากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในจีนซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิต ที่บริษัทจำนวนมากทั่วโลก ต่างต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ในจีน

การ “ปิดเมือง” การห้ามเดินทาง รวมถึงมาตรการอื่นๆ ของรัฐบาลจีน ส่งผลทำให้ การผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ วิดีโอเกม ขาดชิ้นส่วนจำเป็นจากจีน หรือจีนเองหยุดการผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายลงชั่วคราว ทำให้การผลิตและการส่งออกของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำ ยังส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ร่วงลงอย่างหนัก สำนักข่าวไทย ได้รายงานถึง การประเมินทางเศรษฐกิจล่าสุด ขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งได้ออกมาคาดการณ์ว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกปีนี้ เติบโตอยู่ที่ 2.4% จาก 2.9 9% เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากการระบาด ได้ฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ทั้งการผลิตการท่องเที่ยว และการบริโภคส่วนบุคคล

OECD คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่น จะเติบโตเพียง 0.2% หรือลดลงมา 0.4 9% จากที่เคยคาดการณ์ก่อนหน้า ขณะที่เศรษฐกิจจีน จะเติบโตเพียง 4.9% ส่วน Eurozone คาดว่า จะเติบโตเพียง 0.89% โดยอิตาลี ซึ่งมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยจะไม่มีการเติบโตเลย ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ จะเติบโตอยู่ที่ 1.9%

OECD ยังได้เตือนว่า เศรษฐกิจโลก อาจเติบโตลดลงอีก หากการระบาด ยังคงดำเนินต่อไป เป็นเวลานาน และทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยอาจทำให้ทั่วโลก มีการเติบโตเพียง 1.5% จนหลายประเทศ เข้าสู่ภาวะถดถอย

COVID-19 กับผลกระทบต่ออาเซียน

เศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอลงจากวิกฤตการระบาดของไวรัส ยังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียน ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และภาคการลงทุนโดยตรง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า หากการระบาดของไวรัส ยืดเยื้อยาวนานเกิน 3 เดือน (แต่ไม่เกิน 6 เดือน) เศรษฐกิจจีนอาจเติบโตต่ำกว่าที่เคย คาดการณ์ไว้ราว 1.0% และอาจลงไปแตะที่ระดับ 4.7% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาเซียน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.4-3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.07-0.11% ของ GDP อาเซียนทั้งหมด โดยในส่วนของประเทศไทย ผลกระทบอาจอยู่ในระดับปานกลาง โดยมูลค่าความเสียหาย อาจจะอยู่ในระดับ 500-700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 0.09-0.139% ของ GDP ทั้งปีของไทย

ทั้งนี้ ผลกระทบของการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนต่อแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพาเศรษฐกิจจีนของแต่ละประเทศเป็นหลัก ซึ่งหากพิจารณาถึงสัดส่วนการพึ่งพาเศรษฐกิจจีนของประเทศในกลุ่มอาเซียน จะพบว่า เวียดนาม สิงคโปร์ สปป.ลาว และ กัมพูชา มีสัดส่วนการพึ่งพาจากจีนในระดับสูง

ขณะที่ในส่วนของไทย สัดส่วนการพึ่งพาจากจีน อยู่ในระดับปานกลาง เทียบเคียงกับมาเลเซีย และเมียนมา ส่วนบรูไน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่มประเทศ ที่มีสัดส่วนการพึ่งพาจากจีน ในระดับต่ำ

COVID-19 กระทบไทยช่องทางไหนบ้าง

ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงกับจีนสูงในหลายมิติ เมื่อเศรษฐกิจจีนสะดุด ย่อมฉุดเศรษฐกิจไทย ให้สั่นคลอนตามไปด้วย KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ช่องทาง ได้แก่

1. ภาคธุรกิจและบริการ ที่ต่อเนื่องจากภาคการท่องเที่ยว

เศรษฐกิจไทย มีการกระจุกตัวสูงมาก ในภาคการท่องเที่ยว (12% ของ GDP) การท่องเที่ยวและการส่งออกของไทย ยังพึ่งพาเศรษฐกิจจีนเป็นหลัก โดยรายได้จากการท่องเที่ยวจีน คิดเป็น 28% ของทั้งหมด และการส่งออกของไทยไปจีน คิดเป็น 12% ของการส่งออกทั้งหมด

KKP Research ประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ น่าจะลดลงถึง 50-60% ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และทั้งปี อาจจะลดลง 10-13% ธุรกิจหลักที่จะได้รับผลกระทบหนัก 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. โรงแรมที่พัก
  2. การค้าปลีก
  3. ภัตตาคาร
  4. การขนส่งทางบก
  5. การขนส่งทางอากาศ

2. ผลกระทบจากการหยุดชะงัก ของภาคการผลิตในจีน

ภาคการผลิตในไทย เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีนอยู่ไม่น้อย หากจีนเอง ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ จากการปิดโรงงาน การขาดคนงาน หรือการหยุดชะงักของระบบขนส่ง การส่งออกวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางของไทย ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยหมวดที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และออปติกส์ สินค้าเกษตรและประมง รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้ และสินค้าที่ทำจากไม้และกระดาษ

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องอาศัยวัตถุดิบ และขั้นกลางจากจีน ในการผลิตสินค้า เพื่อการส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าในยุค Global Value chain ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยจะเห็นว่า หมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นหมวดที่จะได้รับผลกระทบจากทั้งสองช่องทาง

3. ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยลบ ต่อภาคการส่งออกไทย ที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจโลกสูง สินค้าที่เสี่ยงได้รับผลกระทบอย่างหนัก คือ สินค้าเกษตรและประมง เฟอร์นิเจอร์ไม้ และสินค้าที่ทำจากไม้และกระดาษ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปจีนเกินครึ่งหนึ่ง ของการส่งออกทั้งหมด

Leave a Replay

Lorem ipsum dolor sit amet, percipit delicata forensibus id vel, vim an ocurreret evertitur. Possim ullamcorper vis ne, has et dicat veritus reprehendunt. Graeco torquatos vim ad, utroque evertitur consectetuer nec ex, ei vis dicam labore prompta. Sed cu agam elit soleat, sea fierent omittam ut. Tale atomorum pri te, erat semper torquatos ei vel.

© Copyright 2019 by BOOST2X , All Rights Reserved

This website uses cookies and asks your personal data to enhance your browsing experience.